วันจันทร์, กันยายน 23, 2019
พืชผัก/สมุนไพร

การปลูกตำลึงริมรั้ว ปลูกง่าย สรรพคุณและประโยชน์เยอะ

4.67KViews

การปลูกตำลึงริมรั้ว ปลูกง่าย สรรพคุณและประโยชน์เยอะ ตำลึง (Ivy gourd) เป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ภาคกลางมีอีกชื่อเรียก สี่บาท ภาคเหนือ เรียก ผักแคบ อิสานเรียก ผักตำนิน แม่ฮ่องสอนเรียก แคเด๊าะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis (L.) Voigt จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae เป็นไม้เลื้อยที่มีใบทรงเลี่ยม ขอบใบหยัก คล้ายรูปหัวใจ มีอวัยวะสำหรับยึดเกาะที่เปลี่ยนรูปจากใบ ตำลึงมีวงชีพ 2 ปี ต้นที่งอกจากเมล็ดเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝนซึ่งมีความชื้นและแสงแดดเหมาะสม และเมื่อผ่านฤดูหนาวจะไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตทางยอด เมื่อเข้าฤดูแล้ง ใบจะเหี่ยวแห้งและพักตัว โดยมีการสะสมอาหารไว้ที่รากและจะแตกยอดเป็นต้นได้อีกครั้งเมื่อได้รับน้ำและสภาพอากาศที่เหมาะสมในฤดูฝน ผลตำลึงสุกมีสีแดง เป็นอาหารของนก หนู และค้างคาว ซึ่งช่วยกระจายพันธุ์ โดยเมล็ดที่อยู่ในมูลสัตว์จะไปงอกในที่ไกลๆได้

สรรพคุณของตำลึง ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ตำลึงมีสรรพคุณที่ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ โดยมีหลายงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าตำลึงจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้น้ำตาลอยู่ในระดับคงที่ และในสมัยก่อนก็ได้มีการนำตำลึงมาใช้เพื่อรักษาโรคเบาหวานด้วย ตำลึงจึงเปรียบเป็นเหมือนยารักษาเบาหวานมานานหลายร้อยปีเลยทีเดียว

2. ประโยชน์ของตำลึงมีวิตามินเอสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยบำรุงและรักษาสายตา เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการของตามัวเพราะขาดวิตามินเอ รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่หน้าคอมพ์นานๆ ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม แก้อาการตาฝ้า ทำให้สายตาเป็นปกติ ช่วยให้ปรับสภาพสายตาได้ดีในที่มืด สามารถมองเห็นได้ชัดในที่มืด และป้องกันโรคตาบอดในตอนกลางคืน

3. ตำลึงมีคุณค่าทางสารอาหารสูง จึงมีประโยชน์ต่อคนทุกวัยโดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอดรวมถึงทารกที่ต้องการสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อเข้าไปช่วยบำรุงร่างกาย จะช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมมากพอสำหรับทารก ทำให้ทารกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่

4. ตำลึงยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 3 ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล หากใครที่มีปัญหาของผิวแห้งก็จะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ผิวพรรณผ่องใส และช่วยซ่อมแซม สร้างเนื้อเยื่อภายในร่างกาย

5. ตำลึงอุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ซึ่งมีมากพอๆ กับนมสดและเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อทุกคน ยิ่งคนในวัยสูงอายุและในผู้หญิงที่ต้องการแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกไม่แตกหักง่ายด้วย

6. ตำลึงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นประโยชน์ต่อการช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ช่วยชะลอความชราได้ดี และสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โดยจะช่วยขับสารพิษที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

7. สรรพคุณตำลึงมีฤทธิ์ในการช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียง่าย ระบบการทำงานภายในร่างกายสามารถทำงานดีขึ้น มีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

8. ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่จะช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการท้องผูก ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร ช่วยระบายท้อง ขับสารพิษออกจากลำไส้ได้ และยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก

9. ตำลึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ สามารถป้องกันอาการของโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งช่วยป้องกันการเกิดอาการอัมพาตได้ด้วย

10. ตำลึงมีฤทธิ์ในการช่วยแก้พิษไข้ ลดไข้ ช่วยแก้ร้อนใน บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้อาการอาเจียน และยังมีสรรพคุณแก้อาการคันและการอักเสบจากพิษแมลงสัตว์กัดตอยได้

11. ตำลึงยังมีประโยชน์ใช้แทนผงชูรสในการปรุงอาหารได้ ด้วยการนำตำลึงทั้งแก่ทั้งอ่อนใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำซุปต่างๆ ซึ่งจะให้รสชาติที่หวานกลมกล่อมเหมือนกับที่ใส่ผงชูรสลงไป

การปลูกตำลึง
1. การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด (ต้นเพศเมีย) สามารถเริ่มเพาะได้ตั้งแต่เมล็ดอยู่ในผลสุกแก่ ผลมีสีเหลืองแดง เนื่องจากเมล็ดตำลึงไม่มีการพักตัว ด้วยการนำเมล็ดมาล้างนํ้าเอาเยื่อหุ้มเมล็ดออก จากนั้นนำไปตากแดด 2-3 วัน ก็สามารถนำมาเพาะได้

2. การปักชำ (ต้นเพศผู้ และเพศเมีย) ด้วยการคัดเลือกเถาที่มีอายุไม่ตํ่ากว่า 1 ปี ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 ซม. ตัดยาวประมาณ 30-40 ซม. ปักชำให้เอียงเป็นมุม 30-40 องศา รดนํ้า 1-3 วัน/ครั้ง ประมาณ 7 วัน กิ่งชำจะแตกยอดใหม่ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ สามารถนำปลูกในแปลงได้

ชนิดตำลึง
1. ตำลึงพันธุ์เพศเมีย (Gynoecious plant) ใบมีลักษณะเป็น 5 เหลี่ยม (หากนับเหลี่ยมทั้งหมดจะมี 7 เหลี่ยม เหลี่ยมด้านต้นใบ 2 เหลี่ยม มีลักษณะตรงกันจึงนับไม่นับเป็น) ไม่มีแฉกลึก ใบใหญ่ อวบหนา ออกดอกเพียงดอกเพศเมียเท่านั้น ต้นสามารถติดผลได้ ทำให้อาหารบางส่วนถูกส่งไปเลี้ยง และกักเก็บที่ผล ทำให้ในช่วงออกดอก และติดผลมีการเจริญเติบโตทางยอดช้า สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และใช้เถาปักชำ จัดเป็นต้นพันธุ์ที่มีการปลูก และนำมารับประทานเป็นหลัก

ต้นเพศเมียมีการเติบโตของยอด และใบ แบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะแรกจากช่วงเจริญเติบโตถึงวันเริ่มออกดอก ระยะเจริญเติบโตเร็ว ระยะที่สอง เริ่มจากการออกดอกถึงติดผล การเจริญเติบโตในระยะนี้ค่อนข้างช้า มีปล้องสั้น และใบเล็กลง ทำให้ผลผลิตใบลดลงจำนวนใบต่อยอดน้อย

2. ตำลึงพันธุ์เพศผู้ ใบมีลักษณะเป็นใบแฉกลึก ( Lobed leaf ) 5 แฉก พื้นที่ใบน้อย ปริมาณการสังเคราะห์แสง และสร้างอาหารน้อย จำนวนใบต่อยอดน้อย ออกดอกเพียงดอกเพศผู้เท่านั้น ไม่ติดผล ทำให้อาหารถูกไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตเท่านั้น ทำให้ต้นมีการเจริญเติบโตเร็ว สำหรับต้นเพศผู้นี้สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำเถาเท่านั้น ไม่นิยมปลูก และไม่นิยมนำมารับประทาน เนื่องจากใบน้อย ใบแข็งกระด้าง

ต้นเพศ ผู้มีการเติบโตของยอด และใบ ทั้งในระยะเติบโตถึงวันเริ่มออกดอก และระยะเริ่มออกดอกถึงติดผล การเจริญเติบโตไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

การทำค้าง
การทำค้างเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต ทั้งเป็นประโยชน์ต่อการเลื้อยของเถา และเพิ่มโอกาสการได้รับแสงสำหรับการสังเคราะห์แสงของใบเพื่อสร้างสารอาหารให้แก่ส่วนต่างๆ

การปักค้างก็มีหลายแบบ เช่น ค้างเดี่ยว ค้างกระโจม ค้างสามเหลี่ยม ค้างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ค้างโค้ง ค้างแผง และอื่น ๆ ค้างที่มีพื้นที่มาก และปักสูงจะทำให้ตำลึงเจริญเติบโตได้ดี แต่ค้างมีพื้นที่น้อย ตำลึงมักเลื้อยซ้อนทับยอดกัน ทำให้การเจริญเติบโตน้อยกว่าค้างที่มีพื้นที่มาก

วัสดุทำค้างมักทำจากไม้ไผ่สำหรับปักเป็นเสารอบต้น และกิ่งไผ่หรือกิ่งไม้สำหรับทำค้างในแนวตั้ง และแนวระนาบด้านบน ค้างที่ให้พื้นที่มาก ได้แก่ ค้างสามเหลี่ยม และค้างสี่เหลี่ยม

เรียบเรียงโดย gurukaset

error: Content is protected !!