วันพฤหัส, กันยายน 19, 2019
พืชผัก/สมุนไพร

วิธีปลูกพริกในกระถาง ให้ได้ผลดี พร้อมประโยชน์ของพริก

13.5KViews

วิธีปลูกพริกในกระถาง ให้ได้ผลดี พร้อมประโยชน์ของพริก พริก (chilli) ถือเป็นพืชผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นแทบขาดไม่ได้สำหรับการประกอบ อาหารหลายชนิด เนื่องจากให้รสเผ็ดทำให้เพิ่มรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี ถือเป็นพืชที่นิยมปลูกมากเป็นอันดับต้นๆ ทั้งปลูกเพื่อบริโภคเอง และส่งจำหน่ายในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรในบางพื้นที่มีรายได้หลักมาจากการปลูกพริก

การจำแนกพริกตามความเผ็ด
สารแคปไซซิน เป็นสารที่ให้ความเผ็ดในพริก มีหน่วยเป็นสโควิลล์ (Scoville) โดยพริกที่มีความเผ็ดร้อยละ 1 จัดเป็นพริกที่มีความเผ็ดมากที่ 100% หรือมีค่าเท่ากับ 175000 สโควิลล์ ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. พริกเผ็ดมาก เป็นพริกที่มีความเผ็ดในช่วง 70000-175000 สโควิลล์ พบได้ในพริกขนาดเล็ก มักนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เช่นพันธุ์ตาบาสโก

2. พริกเผ็ดปานกลาง เป็นพริกที่มีความเผ็ดในช่วง 35000-70000 สโควิลล์ พริกชนิดนี้มักนำมาประกอบอาหาร เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกจินดา พริกหัวเรือ พริกสีทน พริกช่อ มข. เป็นต้น

3. พริกเผ็ดน้อยหรือไม่เผ็ด เป็นพริกที่มีความเผ็ดในช่วง 0-35000 สโควิลล์ มักเป็นพริกที่มีขนาดใหญ่ เนื้อหนา ผลมีลักษณะกลม สั้น มักนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เช่น พริกหยวก พริกหวาน เป็นต้น

การจำแนกพริกตามขนาดผล
1. พริกใหญ่
เป็นพริกที่มีความยาวของผลมากกว่า 5 เซนติเมตร ขึ้นไป แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
– ผลยาวขนาดมากกว่า 5-10 เซนติเมตร ได้แก่ พริกมัน พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง พริกบางช้าง ปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ นครปฐม ราชบุรี และพื้นที่ภาคกลาง
– ผลยาวมากกว่า 10 เซนติเมตร ได้แก่ พริกหนุ่ม พริกสิงคโปร์ ปลูกมากในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และพื้นที่ภาคกลาง

2. พริกขี้หนู
เป็นพริกที่มีความยาวของผลไม่เกิน 5 เซนติเมตร พริกขี้หนูแบ่งตามความยาวของผลเป็น 2 ชนิด คือ
– พริกที่มีขนาดผลยาวมากกว่า 2-5 เซนติเมตร ลักษณะผลมีทั้งชี้ขึ้น และลง ได้แก่ พริกห้วยสีทน พริกจินดา พริกหัวเรือ พริกชลบุรี เป็นต้น
– พริกที่มีขนาดผลยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร ได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกกะเหรี่ยง พริกขี้หนูหอม พริกขี้นก

พริกขี้หนูแบ่งตามลักษณะการปลูกเป็น 2 ชนิด คือ
– พริกขี้หนูสวน เป็นพริกที่พบปลูกตามสวน ปลูกในปริมาณน้อย มีอายุมากกว่า 1 ปี มีขนาดทรงพุ่มเล็ก ลำต้นแข็งเป็นเหลี่ยม สูงประมาณ 1 ฟุต กิ่งแตกออกมาก ใบกว้าง 2-3 นิ้ว ยาว 4-5 นิ้ว ดอกจะออก 1-3 ดอก ตรงจุดรวมของใบที่สาม ผลมีลักษณะชูตั้งตรง เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.2-0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ก้านผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร
– พริกขี้หนูไร่ เป็นพริกที่มากในพื้นที่ไร่ในปริมาณมาก มีอายุมากกว่า 1 ปี สามารถเก็บผลได้หลายครั้ง มีลักษณะลำต้นใหญ่ และสูงกว่าพริกขี้หนูสวนที่ประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นมีลักษณะแข็ง ใบมีขนาดเล็กกว่าพริกขี้หนูสวน ยาว 3-4 เซนติเมตร มีลักษณะเรียวแหลม แผ่น และขอบใบเรียบ ออกดอก 1-3 ดอก ก้านดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่ และยาวกว่าพริกขี้หนูสวนเล็กน้อย

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

– เม็ดพริก (พริกขี้หนู)
– กระถางเล็กเพาะต้นกล้าและกระถางใหญ่ปลูกต้นพริก
– ดินร่วนปนทราย
– ปุ๋ยสูตรโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน
– อุปกรณ์ปลูกต้นไม้
– กะละมังหรือถาดพลาสติก
– น้ำอุ่น

วิธีปลูกพริกในกระถาง

1. เตรียมเมล็ดพริกให้พร้อมก่อนลงปลูก

นำพริกพันธุ์ที่จะปลูกไปแช่ในน้ำอุ่นไว้ประมาณ 1 วันและนำออกมาผึ่งแดดอีกครึ่งวัน ก่อนแกะเมล็ดพริกออกมาปลูก

2. เพาะต้นกล้าพริกก่อนปลูกจริง

ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยหมักสูตรโพเทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจนลงในกระถางเพาะต้นกล้าพริก ขุดหลุมดินในกระถางให้ลึกประมาณ ½ นิ้ว แล้วหย่อนเมล็ดพริกที่เตรียมไว้ลงในหลุมประมาณ 3-4 เมล็ด กลบดิน รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน พร้อมกับสังเกตว่าดินระบายน้ำได้ดีหรือไม่ และที่สำคัญต้องวางกระถางเพาะไว้ในที่ที่มีแดดส่องถึง

3. ย้ายต้นกล้าลงกระถางใหญ่

เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกสูง 6 นิ้วขึ้นไปและออกใบให้เห็น ให้ถอนต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้งไปให้เหลือไว้เฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงเพียง 1 ต้น หลังจากนั้นก็ทำการย้ายต้นกล้าพริกไปปลูกในกระถางใหญ่ที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก เช่นเดียวกับขั้นตอนเพาะต้นกล้าพริก

4. วางกระถางพริกในทำเลที่เหมาะสม

พริกเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ฉะนั้นควรวางกระถางปลูกต้นพริกในที่ที่มีแดดส่องถึง รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะทุกวันเช้า-เย็น และเมื่อพริกเริ่มติดดอกและออกผลแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนไปรดน้ำแบบวันเว้นวัน

วิธีการดูแลต้นพริก

แค่รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้งทั้งเช้าและเย็น สังเกตการระบายน้ำในดินให้ดีอย่าให้มีน้ำขัง วางกระถางให้โดนแดด พรวนดินบ้างเพื่อกำจัดวัชพืชออกไป และหมั่นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง แต่เลี่ยงการใส่ปุ๋ยใต้โคนต้นพริกโดยตรง เพราะจะทำให้รากเน่าและต้นพริกตายได้

โรคและแมลงที่ควรระวัง

เรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษของการปลูกต้นพริกในกระถางคือ อย่าให้มีน้ำขังไม่เช่นนั้นโรคราและโรครากเน่าจะมาเยือนได้ หากพบศัตรูพืชอย่างเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และไรขาว ที่ต้นพริก สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการตำใบสะเดา หัวข่า และตะไคร้หอมรวมกัน กรองเอาแต่น้ำไปผสมน้ำเปล่าในอัตรา 1:10 ก่อนนำไปพ่นที่ต้นพริก

ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวเม็ดพริกก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่นำมาปลูก แต่สำหรับพริกขี้หนูจะออกดอกและให้ผลประมาณเดือนที่ 2-3 ของการปลูก

ประโยชน์ของ การปลูกพริก
1.พริกช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

2. พริกช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วย ป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

3.พริกช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจาก พริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดกแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก

คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรที นสูงถึง 7 เท่า คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลาย เซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน

4.พริกช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไม เกรนลงได้

5.พริกช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟินขึ้น
สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ำ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดีนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, tar253911, tiateedee, thaihow, thaikasetsart, puechkaset, myveget, kapook และ wiangsa

error: Content is protected !!