วันอาทิตย์, พฤษภาคม 19, 2019
พืชสวน/ไม้ผล

เทคนิคการปลูกต้นยอ การแปรรูปลูกยอ และสรรพคุณยอ

2.75KViews

เทคนิคการปลูกต้นยอ การแปรรูปลูกยอ และสรรพคุณยอ ยอ (Yor) หรือ ยอบ้าน (Yor Ban) จัดเป็นพืชให้ผลที่นิยมนำผลหรือใบมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมหลายชนิดที่ช่วยป้องกันโรคต่างๆ อาทิ โรคในระบบประสาท และสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น โดยส่วนผลสุกนำมาคั้นน้ำดื่มเป็นน้ำผลไม้ ส่วนใบนำมาต้มน้ำหรือบดตากแห้งใช้ชงเป็นชาต้มดื่ม

1. ลำต้น
ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ 5-10 เซนติเมตร ขึ้นกับอายุ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับเนื้อไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้แลดูไม่เป็นทรงพุ่ม

2. ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีรูปทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างประมาณ 10-20 ซม. ยาวประมาณ 15-30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. โคนใบ และปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบใบ และผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนใบมักพบเป็นตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย

3. ดอก
ดอกออกเป็นช่อกลมเดี่ยว ๆ สีขาว รูปทรงเหมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-4 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก และโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน กลีบดอกมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวประมาณ 8-12 มม. ผิวดอกด้านนอกเรียบ ด้านในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวประมาณ 4-5 มม. เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ยาวประมาณ 15 มม. แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวประมาณ 3 มม.

4. ผล
ผลเป็นชนิดผลรวม (multiple fruit) เช่นเดียวกับน้อยหน่า และขนุน เชื่อมติดกันเป็นผลใหญ่ดังที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีขาวจนเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะแบน ด้านในเมล็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม (วิทย์, 2542)

สรรพคุณยอ
1. ใบ
ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมถึงใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กระษัย แก้ปวดเมื่อยตามข้อมือข้อเท้า รักษาวัณโรค แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้โรคเบาหวาน ป้องกันโรคในระบบหัวใจ และหลอดเลือด แก้โรคมะเร็ง แก้โรคเกาต์ ช่วยขับประจำเดือน แก้อาการคลื่นไส้ วิงเวียนศรีษะ นอกจากนั้น นำใบสดมาคั้นเอาน้ำมาสระผมฆ่าเหา นำมาทารักษาแผล แผลติดเชื้อ เป็นหนอง

2. ดอก
ดอกใช้ต้มน้ำดื่มหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค โรคเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือด ต้านโรคมะเร็ง แก้ไอ ลดเสมหะ แก้ท้องร่วง

3. ผล
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์คือ asperuloside ใช้แก้อาเจียน ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร และลำไส้ ช่วยขับประจำเดือน แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับนํ้าคาวปลา แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนใน แก้กระษัย แก้อาเจียน แก้โรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือด ป้องกันโรคมะเร็ง ส่วนเมล็ดใช้เป็นยาระบาย

4. ราก
รากนำมาต้มหรือดองเหล้ารับประทานเป็นยาระบาย แก้กระษัย ช่วยเจริญอาหาร ใช้รักษาวัณโรค แก้โรคเบาหวาน ป้องกันโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และหลอดเลือด รวมถึงนำมาเป็นสีย้อมผ้า โดยเฉพาะเปลือกรากที่ให้สีแดง ส่วนเนื้อรากจะให้สีเหลือง หรือต้มรวมกันจะให้สีเหลืองปนแดง สีที่ได้จากรากยอจัดเป็นสีที่คงทนต่อซักรีด สีไม่ตกง่าย

การปลูก
การปลูกยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แต่สามารถขายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เช่นกัน เช่น การปักชำ การตอน โดยการเพาะเมล็ดจะใช้วิธีการบีบแยกเมล็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และกรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ร่วงจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม

เมล็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน และนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนนำลงปลูก

การแปรรูปลูกยอ
1. ชาลูกยอ
ชาลูกยอเป็นวิธีการแปรรูปลูกยอ โดยการใช้ลูกยอดิบหรือห่าม ฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง และนำมาบดเป็นผงสำหรับชงเป็นชาลูกยอดื่ม ใช้รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ช่วยขับลม
บำรุงร่างกาย และช่วยการเจริญอาหาร

2. น้ำลูกยอสด
การทำน้ำลูกยอสดสำหรับดื่มรับประทานเพียงอย่างเดียวมักไม่นิยมนัก เนื่องจากน้ำลูกยอที่ได้จะมีกลิ่น และรสฉุน ไม่น่ารับประทาน จึงนิยมนำน้ำลูกยอสดผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นเพื่อให้มีรส และกลิ่นที่น่ารับประทานขึ้น เช่น ผสมกับน้ำสับประรด น้ำส้ม น้ำองุ่น เป็นต้น

3. ไวน์ลูกยอ
เป็นการแปรรูปลูกยอที่ผ่านกระบวนการหมักซึ่งในปัจจุบันมีผลิตไวน์ลูกยอจำหน่ายมากในระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากไวน์ลูกยอจะมีกลิ่นของไวน์ที่ถูกปรับปรุงจากกระบวนการหมักแล้ว ทำให้ดื่มง่ายไม่เหมือนน้ำลูกยอสด โดยมีวิธีทำดังนี้
1. นำผลยอห่ามหรือสุก 3-5 กิโลกรัม ล้างน้ำให้สะอาด และฝานเป็นแผ่น ๆ
2. อบลูกยอให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลซียส หรือนำมาตากแดดให้แห้ง
3. นำผลยอแห้งต้มกับน้ำสะอาด 20 ลิตร ผสมน้ำตาลทราย 2-4 กิโลกรัม หรือปรับระดับความหวานให้ได้ 20°brix
4. เติมไนโตรเจน เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต 0.5%(w/v) และแบ่งน้ำหมักไว้ประมาณ 5% สำหรับทำหัวเชื้อ
5. เติมยีสต์น้ำหมักสำหรับทำหัวเชื้อไวน์ และหมักไว้ 6-12 ชม.
6. นำน้ำหมักอีกส่วนไปฆ่าเชื้อด้วยการต้มหรือโพแตสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ (KMS)
7. นำน้ำหมักที่ฆ่าเชื้อแล้วเทใส่ถังหมักไม่ให้เกิน 3/4 ของถัง
8. เติมน้ำหมักหัวเชื้อลงในถังหมัก กวนให้ผสมกัน และปิดฝาที่มีรูระบายอากาศ
9. คอยตรวจสอบระดับน้ำตาล และเมื่อระดับน้ำตาลต่ำกว่า 20°brix (ประมาณ 7 วัน) ให้แยกกากน้ำหมักออก และหมักต่อ 1-2 อาทิตย์ หรือให้มีระดับแอลกอฮอล์ที่ต้องการ
10. เติม KMS เข้มข้น 200 ppm เพื่อหยุดกระบวนการหมัก หลังจากนั้นบรรจุขวดพร้อมดื่ม

4. น้ำลูกยอหมัก/น้ำโนนิ
น้ำลูกยอหมักหรือน้ำโนนิเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากปัจจุบัน การผลิตน้ำโนนิแบบดั้งเดิมนั้นเพื่อการบำบัดรักษาโรคเท่านั้น โดยมีการผลิตเริ่มแรกโดยชาวพื้นเมืองโพลินิเชียน ต่อมามีการพัฒนาเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้า โดยเพิ่มกระบวนการทำให้ใส และการต้มฆ่าเชื้อเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่สามารถจดทะเบียนทางการค้าได้ วิธีการทำ ดังนี้
1. ละลายน้ำตาลทรายแดง 1 กก. ต่อน้ำสะอาด 10 ลิตร
2. นำลูกยอห่ามหรือสุก 3 กก. ล้างน้ำให้สะอาด ตากแดดหรืออบให้แห้ง และฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ
3. นำลูกยอแห้งผสมในถังหมักที่ผสมน้ำตาลทรายแดง และปิดฝา
4. ระยะเวลาการหมักนาน 3 เดือน
5. น้ำหมักลูกยอที่พร้อมนำมาดื่มรับประทานได้จะมีสีน้ำตาลเข้มออกดำ มีกลิ่นหอมเอียนรุนแรงคล้ายเนย และมีรสฝาด
6. การดื่มสามารถนำมาปรุงรสหรือผสมกับน้ำผลไม้อื่นเพื่อให้น่าดื่มมากขึ้น

ที่มา puechkaset

error: Content is protected !!